วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

หน่วยที่ 11 แนวทางการประกอบธุรกิจ

แนวทางการประกอบธุรกิจ หน่วยที่ 11


ในบทนี้จะกล่าวถึงแนวทางการประกอบธุรกิจทางด้านคอมพิวเตอร์และด้านอื่น ๆ เช่น การวางแผนทางการตลาด การขาย แหล่งที่มาของเงินทุน คุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจ ปัญหาในการดำเนินการต่างๆ เป็นต้น




จุดประสงค์การเรียนรู้

1. บอกความหมายของธุระกิจด้านคอมพิวเตอร์ได้
2. เขียนแนวคิดทางการตลาดได้
3. วางแผนการตลาดได้
4. วางแผนการขายได้
5. กาแหล่งทีมาจองเงินทุนได้
6. เขียนคุรสมบัติของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมได้
7. เขียนปัญหาในการดำเนินธุรกิจขนาดย่อมได้
8. เลือกประกอบอาชีพอิสระตามที่ตัวเองชอบได้
9. เขียนคุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพอืสระได้
10. เขียนปัญหาและแนะนำผู้อื่นในการธุรกิจได้



1. ธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์ คือ กิจกรรมที่ดำเนินการโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพื่อก่อให้เกิดรายได้โดยมุ่งหวังกำไร ธุรกิจอาจเป็นการผลิต การติดตั้ง การเขียนโปรแกรม การออกแบบระบบ หรือ การให้บริการทางด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์

การจัดการ  คือกระบวนการที่ใช้บุคคลหรือทรัพยากรของหน่วยงานที่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน เพื่อปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร ในการจัดการมักจะอาศัยทรัพยากรหลักประเภทวัสดุอุปกรณ์ คน เงิน และข่าวสารข้อมูล

การจัดการธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์ หมายถึง กระบวนการดำเนินงานทางธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขององค์กรจากการทำงานร่วมกัน โดยใช้บุคคลหรือทรัพยากรทางธุรกิจที่มีอยู่ ได้แก่ วัสดุอุปกรณ์ คน เงิน และวิธีการซึ่งเริ่มจากการวางแผน การจัดองค์กร การบริหารงานบุคคลมาผสมผสานกัน เพื่อให้เกิดสินค้าและบริการที่สนองต่อความต้องการของลูกค้า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดอวร์และซอฟต์แวร์

2. แนวความคิดทางการตลาด
    นักการตลาดสมัยใหม่หลายท่านได้ให้ความหมายของการตลาดไว้ดังนี้
สมาคมการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Marketing Association--AMA.) ได้ให้ความหมาย "การตลาด" ใหม่ ดังนี้
"
การ ตลาดเป็นกิจกรรมทางธุรกิจที่ทำให้สินค้าและบริการผ่านจากผู้ผลิตไปยังผู้ บริโภค เพื่อสนองตอบความต้องการและทำให้ผู้บริโภคเกิดความพึงพอใจ และในขณะเดียวกันก็บรรลุวัตถุประสงค์ของกิจการด้วย"

   
 Phillip Kotler กล่าวว่า การตลาด หมายถึง "การ ทำกิจกรรมกับตลาดเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบำบัดความ ต้องการ และสนองต่อความจำเป็นของมนุษย์ทำให้เกิดความพึงพอใจ"

    
Harry L. Hansan กล่าวว่า
"
การ ตลาดเป็นขบวนการค้นหาความจำเป็นและความต้องการของมนุษย์ และวิเคราะห์ออกมาเพื่อที่จะหาสินค้าหรือบริการที่มาสนองตอบความต้องการนั้น ๆ"
    McCarthy กล่าวว่า
"
การ ตลาดเป็นกิจกรรมทางธุรกิจที่ทำให้สินค้าหรือบริการผ่านจากผู้ผลิตไปสู่ผู้ บริโภค เพื่อสนองความต้องการและทำความพอใจให้กับผู้บริโภคตลอดจนเพื่อบรรลุวัตถุ ประสงค์ของบริษัทด้วย"
    จากคำจำกัดความดังกล่าวข้างต้น พอที่จะแยกพิจารณาถึงประเด็นสำคัญของความหมายการตลาดดังนี้
    1.
กิจกรรม กิจกรรมที่จะทำให้สินค้าหรือบริการไปถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้ายอย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ประกอบไปด้วยส่วนประสมทางการตลาด ได้แก่ การวางแผนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การกำหนดราคา ช่องทางการตลาด และการส่งเสริมการตลาด รวมถึงการวิจัยการตลาดอื่น ๆ
    2.
การ ตอบสนองความต้องการหรือความพอใจของผู้บริโภคหรือลูกค้า นักการตลาดจะต้องพยายามตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา จึงจะสามารถอยู่ในตลาดได้ไม่ใช่เป็นการไปสร้างความต้องการของผู้บริโภคให้ เกิดขึ้น เพราะว่าอาจจะสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นไม่ได้ นักการตลาดควรที่จะทราบในความต้องการของผู้บริโภคที่มีอยู่แล้วให้เกิดขึ้น จะดีกว่าไปสร้างความต้องการ
    3.
ผู้ บริโภคคนสุดท้ายหรือลูกค้า ในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ จะต้องมุ่งเน้นไปที่ตัวผู้บริโภคคนสุดท้าย หรือลูกค้าเป็นสำคัญ แล้วจึงใช้กิจกรรมการตลาดเข้าไปรองรับผู้บริโภคเหล่านั้น ซึ่งผู้บริโภคหรือลูกค้านี้เป็นไปได้ทั้งที่อยู่ในปัจจุบันและที่คาดว่าจะ เป็นลูกค้าของธุรกิจ
    4.
การ เคลื่อนย้ายสินค้าหรือบริการ การตลาดจะต้องมีการเคลือนย้ายสินค้าหรือบริการจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคคน สุดท้าย จึงจะทำให้เกอดการแลกเปลี่ยนซื้อขายเกิดขึ้นได้ระหว่างผู้ซื้อ (ผู้บริโภคหรือลูกค้า) กับผู้ขาย (ผู้ผลิตหรือคนกลาง)
    
ความ หมายของการตลาดที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปและถื่อเป็นความหมายมาตรฐานคือความ หมายการตลาดที่กำหนดโดยคณะกรรมการสมาคมการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกาดังนี้
"
การ ตลาด" หมายถึง การกระทำทางธุรกิจที่ทำให้สินค้าหรือบริการผ่านจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค หรือผู้ใช้ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมที่ทำให้รถยนต์ผ่านจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคดังนี้
    •
การวิจัยรูปร่างลักษณะ รูปแบบ และความต้องการผลิตภัณฑ์รถยนต์ ทั้งนี้หมายความว่า การตลาดจะเริ่มก่อกระบวนในการผลิต
    •
การกำหนอราคาในระดับผู้ผลิต และระดับผู้ค้าปลีก
    •
การขนส่งและการเก็บรักษารถยนต์ที่ผลิตแล้ว คือ ในชั้นแรกเป็นเรื่องของผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกในขั้นต่อมา
    •
การโฆษณา ควรใช้สื่อตรง ได้แก่ วารสาร วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แผ่นป้ายโฆษณา และสื่ออื่น ๆ
    •
การจัดเตรียมเครื่องมือที่ใช้สำหรับการขาย และสิ่งช่วยในการส่งเสริมการขายให้กับตัวแทนจำหน่าย 
    •
การ บริหารกิจการของตัวแทนจำหน่ายในการทำให้ผู้บริโภคได้รับการบริการที่ประทับ ใจ ตลอดทั้งการให้โควตาในการขาย นโยบายการขาย แผนการขาย และการควบคุมการขาย
    •
การขายโดยใช้พนักงานขายที่เป็นบุคลากรของตัวแทนจำหน่ายและการเปลี่ยนทะเบียนเจ้าของรถ
    •
การช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ตัวแทนจำหน่ายในด้านสินค้าคงเหลือและการขายผ่อนชำระให้กับผู้ซื้อ
    •
การเตรียมให้บริการการจองรถยนต์ เพื่อความสะดวก ความพอใจของลูกค้า คำ จำกัดความของการตลาดตามที่สมาคมการตลาดแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดไว้ ได้รวมถึงการตลาดบริการ คือ การตลาดสินค้าที่ไม่มีตัวตน ซึ่งโดยปกติแล้วสินค้าประเภทนี้ จะถูกบริโภคโดยทันที เช่น การแสดง ที่พัก หรือยานพาหนะโดยสาร เป็นต้น การตลาดบริการนับวันจะมีความจำเป็นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขายบริการท่องเที่ยว โรงละคร หรือบริการลดความอ้วนก็ตาม ซึ่งเราจะเห็นว่าแต่ละประเภทมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมมาก เมื่อคิดออกมาเป็นตัวเงินแล้วจะเห้นว่า ผู้บริโภคได้ใช้เงินไปกับสินค้าที่ไม่มีตัวตนนี้เป็นจำนวนมาก

 

3.ขั้นตอนการวางแผนทางการตลาด
     การวางแผนทางการมี 4 ขั้นตอนด้วยกัน

     2.1 การกำหนดวิสัยทัศน์
     การที่ต้องนึกก่อนว่าอีก 3-4 ปีข้างหน้า ร้านเราจะเป็นร้านที่ใหญ่ ขนาดใหญ่ เช่น ถ้าสมมุติว่าเราเป็นร้านอาหาร อีก 3 ปีข้างหน้า และก็เป็นร้านที่ดังที่สุดในตำบลนี้ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเรามีเป้าแล้วเราก็จะยินคำว่า Vision ซึ่งแปลว่า วิสัยทัศน์ ส่วน Mission คือ พันธกิจ หมายความว่า จะทำให้ถึงตรงนั้นได้อย่างไร พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเราต้องมีวัตถุประสงค์ว่าร้านเราตั้งขึ้นมาทำไม

     2.2 การกำหนดยุทธศสตร์
     การวางแผนทางการตลาดต้องมีแนวทางในการให้ไปถึงเป้าให้ได้ เรียกว่ายุทธศสตร์หรือกลยุทธก็ได้ โดยทั่วไปแล้วเราต้องมี ยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดความมุ่งมั่น ความพยายามที่ได้รวมพลัง ไม่กระจัดกระจาย และมี กลยุทธเพื่อให้มีสมาธิในการประกอบการ เพื่อที่ให้ทีมงานมีความมุ่งมั่นไปในทิศทางเดียวกัน นั้นก็คือ การวางแผน

     2.3 การกำหนดนโยบายธุรกิจ
     ธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่ว่าการตลาด แต่ยังมีการผลิต การเงิน การบริหารงานบุคคล นโยบายเป็นกติกาที่ทุกคนในองค์กรต้องปฎิบัติ สิ่งเหล่านี้เรียกว่า การวางแผนการตลาด โดยองค์รวม

  3.ความสำคัญของแผนการทางการตลาด
     ในการปฏิบัติอาจจะสูญเปล่าจากที่ไม่มีแผน หรือ การคิดล่วงหน้า ทำตามธรรมชาติ ข้อดีในการไม่มีแผน คือ ไม่มีความกดดัน ทางเลือกก็ไม่จำกัด แต่ก็มีข้อเสียมากมาย เช่น ถ้าไม่มีแบบแผนก็ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีการพัฒนาเพราะว่าทำตามธรรมชาติ

     3.1 สามารถประเมินผลการปฎิบัติงานได้
     การที่มีแผนงานจะทำให้เราสามารถประเมิน หรือ สามารถเปรียบเทียบ ทำถูกหรือทำผิดเป้าหมาย เมื่อมีการเปรียบเทียบก็จะทำให้มีการศึกษาว่า เราทำผิดหรือทำถูกเป้าหมาย และที่สำคัญคือการมีสถิติในการนำมาอ้างอิง

     3.2 สร้างวัฒนธรรมเพื่อการเติบโตของกิจการ
     แผนถ้าเริ่มตั้งแต่องค์กร หรือร้านขนาดเล็ก ข้อดี ก็จะเป็นการฝึกการทำงาน ไม่ใช่เป็นการรอให้องค์กรใหญ่แล้วค่อยทำ อันนั้นก็จะทำให้เสียเงินแพง แล้วก็มักจะทำให้ปรับปรุงวัฒธรรมและความเคยชินไม่ได้ค่อยได้

     3.3 สามารถพัฒนาธุรกิจเพื่อสร้างการเติมโตของกิจการ
     การวางแผนจะทำให้เกิดการสังเกตุผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นนำเอาข้อมูลทางการตลาดมาสนับสนุนการวางแผนและจะทำให้เกิดการพัฒนา ขององค์กรพร้อมไปด้วย

  4.เทคนิคสู่ความสำเร็จของแผนทางการตลาด

     1. แผนการตลาดต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับแผนธุรกิจ
     แผนทางการตลาดจะต้องสอดคล้องกับแผนอื่น ๆ ด้วย เช่น แผนการผลิตสินค้า แผนการเงินต้องมีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน เพื่อความมีประสิทธิภาพ ในการนำไปปฎิบัติ

     2. แผนการตลาดต้องเข้าใจง่ายสำหรับพนักงานทุกระดับ
     การเขียนแผนการตลาด จะต้องทำให้พนักงานเข้าใจคำว่าให้ดีที่สุดของเราแค่ไหน แต่ถ้าบอกพนักงานว่าปีนี้เราจะโต 20 % เราก็ต้องรู้เราต้องเก่งกว่า ปีที่แล้วเท่าไหร่ ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ชัดเจน เมื่อทำงานกับคนหมู่มาก หรือการทำงานเป็นทีม เราจะต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร จำเพาะเจาะจงเป็นตัวเลข ซึ่งเป็นเทคนิคของการเขียนแผนการตลาดที่เข้าใจง่าย

     3. แผนการตลาดต้องเข้าให้ความสำคัญกับเรื่องบุคคลากร
     บริษัทขนาดเล็กจะมีเรื่องคนเข้ามาเกี่ยวข้องมาก ซึงจะต้องให้มีแผนการฝึกอบรมเกี่ยวกับคนเช่นกัน ตั้งแต่การเลือกลูกจ้าง การพัฒนาบุคคลกรให้มีความรู้ ความสามารถเพื่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าซึ่งจะมีการเปลี่ยน แปลงอยู่ตลอดเวลา



แนวทางการประกอบธุรกิจ หน่วยที่ 11

แหล่งที่มาของเงินทุน
สถาบันทางธุรกิจ
ความหมายของสถาบันทางธุรกิจ
        สถาบันทางธุรกิจ  หมายถึง  องค์กรที่ดำเนินธุรกิจที่จะเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อธุรกิจด้วยกันอย่างสอดคล้อง
ประเภทของสถาบันทางธุรกิจ
1.1 สถาบันทางการเงิน  ได้แก่
1.1.1 ธุรกิจธนาคาร  หมายถึง  ธุรกิจที่มีหน้าที่รับฝากและให้กู้ยืมเงิน  แบ่งได้  3  ประเภทคือ
ธนาคาร กลางหรือธนาคารแห่งประเทศไทย  เป็นธนาคารที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับระบบการเงินของประเทศ  บุคคลโดยทั่วไปไม่มีสิทธิเข้าไปเกี่ยวข้องหรือใช้บริการได้
ธนาคาร พาณิชย์  เป็นธนาคารที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลมากที่สุดเป็นแหล่งเงินฝาก หรือกู้ที่สำคัญที่สุดของประชาชน  และธุรกิจในประเทศ
ธนาคาร เฉพาะ  มีอยู่  3 ธนาคาร  คือธนาคารออมสิน  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  และธนาคารอาคารสงเคราะห์  เป็นธนาคารที่รัฐตั้งขึ้นมาเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านต่าง ๆ
1.1.2 ธุรกิจบริษัทค้าหลักทรัพย์และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์  หมายถึง  การประกอบธุรกิจเป็นเงินทุนและหลักทรัพย์  จะต้องทำในรูปของบริษัทจำกัด  และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  กระทำโดยการออกตราสารเครดิตในสัญญาใช้เงิน  เพื่อกู้ยืมเงินจากประชาชนไปใช้ในกิจการบริษัทหรือนำไปกู้ยืมต่อ  แต่อยู่ในวงเงินจำกัด  การดำเนินงานของธุรกิจแบ่งออกเป็น  3  ประเภทคือ
ธุรกิจเงินทุน  คือ  ธุรกิจการจัดหาซึ่งที่มาของเงินทุนและใช้เงินซึ่งจัดหามานั้นไปประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ธุรกิจ หลักทรัพย์  คือ  การซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนตราสารแสดงสิทธิในหนี้หรือทรัพย์สิน  หรือการกระทำหน้าที่เป็นตัวแทนนายหน้าแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนในตราสาร
ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์  คือ  ธุรกิจที่ประกอบกิจการให้กู้ยืมเงินโดยวิธีการรับจำนอง  รับซื้ออสังหาริมทรัพย์ตามสัญญาขายฝาก








ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น